14 สิงหาคม 2552

ขั้นตอนเป็นคนรวย(2)

*** หลักการง่ายๆของการลดรายจ่ายมีหลายแบบครับ***

- ลดความสมบูรณ์แบบของชีวิต ชีวิตของแต่ละคนจำเป็นต้องสมบูรณ์แบบไปเสียทุกด้าน หรือไม่ครับลองนึกดูนะ เราจำเป็นต้องใช้สิ่งของที่สามารถทำ ทุกอย่างได้ในตัวเดียวกันหรือเปล่าครับ ยกตัวอย่างเช่น คุณ จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ที่ต้องถ่ายรูปได้ ฟังเพลงได้ ส่ง MMS ได้ ต่อ INTERNET ได้ สายเข้าเป็นเสียงเพลงได้ หรือเปล่า ครับถามตัวเราเองว่าถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เราจะลำบากไหมครับ ตอบแทนก็ได้นะครับ แทบไม่ลำบากเลย แต่การมีสิ่งเหล่านี้ซิ ลำบาก
ลำบากอย่างไรหรือครับ โทรศัพท์ที่ทำได้ครบทุกอย่างที่ว่ามา ราคาเท่าไรครับ หมื่น กว่าบาท หลายคนต้องผ่อน เดือนละพันกว่าบาท ถามว่าแล้วใช้ สิ่งที่ว่ามาวันละกี่ครั้งครับ แล้วใช้เพื่อประโยชน์อะไรครับเพื่อ ความบันเทิง เพื่อความเท่ หรือเพื่อให้รูว่าฉันก็มีเหมือนกัน หรือฉันมีดีกว่าของเธอ บางคนซื้อมาทำอะไรไม่เป็นครับ โทร เป็นอย่างเดียวแบบนี้เรียกว่าไม่คุ้มค่าเอามากๆ เครื่องละพันกว่า บาทก็ทำได้ครับไม่ต้องเสียตังค์เป็นหมื่นด้วยครับ

13 สิงหาคม 2552

ขั้นตอนเป็นคนรวย(1)

1. เปลี่ยนความคิด เรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน
- รายรับ คือ เอาเงินเข้ากระเป๋าตังค์ เรียกว่า ทรัพย์สิน
- รายจ่าย คือ เอาเงินออกจากกระเป๋าตังค์เรียกว่า หนี้สิน

2. แยกให้ออกว่าอะไรเป็นทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า หรือเสื่อมมูลค่า

- ทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า คือ ได้มาแล้วเพิ่มมูลค่าให้เรา เช่น
** ซื้อที่ดินมา 5 แสนบาท ทิ้งไว้ 1 ปี ขายได้ 6 แสนบาท
** ซื้อทองมา 1 บาท ราคา 11800 บาท เก็บไว้ 1 ปี ราคา 12500 บาท

** ซื้อบ้านมาให้คนอื่นเช่า เป็นต้น
- ทรัพย์สินเสื่อมมูลค่า คือ ได้มาแล้วมูลค่ามีแต่ลดลง เช่น

** ซื้อรถยนต์มาราคา 6 แสนบาท ขับได้ 3 ปี ขายได้ 3 แสน มูลค่าลดลง 3 แสนบาท แถมต้องเติมน้ำมันอีก
** ซื้อโทรศัพท์มาราคา 12000 บาท เวลาขายคืนได้แค่ 4500 บาท ไหนจะเสียค่าโทรอีก

** ซื้อมอเตอร์ไซด์ 5 หมื่นบาท เวลาขายต่อ 2 หมื่น ยังหาคนซื้อต่อยากเลย

** ซื้อที่ ซื้อทอง เอาเงินฝากธนาคาร ต้องเสียเงินซื้อถ่าน เติมน้ำมัน ใส่น้ำ หรือเสียบปลั๊กหรือเปล่าครับ ถ้าไม่ต้อง ก็แสดงว่าเป็นทรัพย์สิน และมันต้องเพิ่มมูลค่าไปเรื่อยๆนะครับ

การทำงานของคนจนและคนรวย


- คนจนทำงานเพื่อ นำไปสร้างหนี้สิน
ยิ่งกลัว ยิ่งโลภ ยิ่งทำงาน ยิ่งสร้างหนี้ ยิ่งจน


- คนรวยทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สิน
ยิ่งกลัว ยิ่งโลภ ยิ่งทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สิน
เพิ่มมูลค่า ยิ่งรวย


- คนรวย มากๆ ใช้เงินทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สิน
ยิ่งกลัว ยิ่งโลภ ยิ่งใช้เงินทำงาน เพื่อไปสร้าง
ทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า แล้วนำส่วนที่ได้จากทรัพย์สิน
เพิ่มมูลค่า ไปสร้างทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า ยิ่งรวยๆๆๆๆ


ถนนของของคนจน
เริ่มต้นสบาย สุดท้ายลำบาก


ถนนของของคนรวย
เริ่มต้นลำบาก สุดท้ายสบาย


เปิดใจให้กว้าง เปลี่ยนมุมมองใหม่

คุณพร้อมหรือยังที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่
มันอาจจะเป็นทางเลือกหนึ่ง
ที่จะเปลี่ยนคุณให้รวยขึ้นได้
ความลับ
ของคนรวย
ที่คนรวยไม่เคยบอกคุณ
ที่เราจนอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเราขี้เกียจทำงาน
แต่ที่จนเพราะเรา เข้าใจผิด อยู่แค่ 2 เรื่องต่างหาก
1. เข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของ ทรัพย์สิน
2. เข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของ หนี้สิน
อยากรวย ต้องทำความเข้าใจใหม่














1. ทรัพย์สิน คือ รายรับ
การนำเงินเข้ากระเป๋าตังค์
ใน 1 เดือนคุณมี รายรับ เข้ากระเป๋า
คุณกี่ครั้ง
คุณตอบได้หรือไม่





2. หนี้สิน คือ รายจ่าย
การนำเงินออกจากกระเป๋าตังค์
ใน 1 เดือนคุณมี รายจ่าย ออกจาก
กระเป๋าคุณกี่ครั้ง
คุณตอบได้หรือไม่
อะไรที่คุณคิดว่าเป็น ทรัพย์สิน
ลองคิดดู
คิดตามความหมายใหม่นะครับ
อะไรที่คุณคิดว่าเป็น หนี้สิน
ลองคิดดูนะครับ
ทำไมเราถึงต้องทำงาน
เหตุที่เราต้องทำงาน มีอยู่ 2 เหตุผล
1. ความกลัว
- กลัวจะไม่มีกิน , กลัวจะไม่มีความสุข
กลัวจะไม่มีรถ , กลัวจะไม่มีบ้าน , กลัวไปหมด
2 . ความโลภ
- โลภเพื่อจะมีมากกว่าคนอื่น , เยอะกว่าคนอื่น
ใหญ่กว่าคนอื่น , แพงกว่าคนอื่น , หรูกว่า
ภูมิฐานกว่า , โลภไปทุกอย่าง
ความกลัวและความโลภเป็นสิ่งที่ดี
แต่เราต้องความคุมให้อยู่ในความพอดี
สิ่งที่จะควบคุม ความกลัวกับความโลภได้นั้นคือ
ความรู้

มีต่อนะครับ

10 สิงหาคม 2552

" 5 วิธีรวยในทันที โดยไม่ต้องทำงานเพิ่ม "


วิธีที่เราจะรวยในทันที โดยไม่ต้องทำงานเพิ่ม ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มก็คือ วิธีรวย ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดของเรา ลองมาดูกัน


1. ด้วยรายได้เท่าเดิมเนี่ย

แต่เราลองคิดว่าตอนนี้เรารวยแล้ว เนี่ยแหละครับแค่เนี่ย เราก็รวยแล้วในนาทีนี้เลย ไม่ต้องไปรอตอนไหน แต่ต้องใช้อย่างไม่ฟุ่มเฟือยนะครับ รวยแล้วไม่จำเป็นต้องฟุ่มเฟือย วิธีคิดอย่างนี้ จะทำให้เกิดความพอใจในตนเอง พอใจในรายรับของตนเอง ทำให้เกิดความสุขขึ้น ทำให้การจับจ่ายใช้สอยเป็นไปตามความต้องการจริงๆของเรา ในทางตรงกันข้ามกัน ในคนที่คิดกดดันตนเองว่า ตนนั้นจน นั้น ก็จะพยายามใช้จ่ายบางอย่าง ที่ไม่ได้เป็นความต้องการจริงๆของตน แต่เป็นไปเพื่อลดปมด้อยว่านี่ฉันซื้อสิ่งนี้ ฉันรวยแล้ว ซึ่งนั่นจะเป็นหนทางที่ทำให้จนจริงๆ เนื่องจาก เป็นการใช้จ่าย ที่ไม่ตรงความต้องการแท้จริง ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แท้จริง และ เกินฐานะแท้จริงของตนลองนำวิธีคิดนี้ไปใช้ดู คงไม่มีใครว่าครับ

2. ย้ายไปอยู่ประเทศที่ค่าเงินต่ำกว่าเรา

เช่น ลาว เขมร กัมพูชา หรือ เปรียบเทียบใกล้เคียงก็คือ ไปอยู่ต่างจังหวัด ก๋วยเตี๋ยว ชามนึงในกรุงเทพ อาจจะซื้อ ได้ สองชามในต่างจังหวัด หรือ สาม สี่ ชามที่ลาว เขมร

3. ลดรายจ่ายในการทำกิจกรรมต่างๆ

โดยเป้าหมายกิจกรรมยังเหมือนเดิม แต่ใช้รายจ่ายต่ำสุด ผลลัพธ์อาจใกล้เคียงกัน หรือ อาจดีกว่า เช่น อยากไปเที่ยวมัลดีฟก็เปลี่ยนเป็น ไปเที่ยวเกาะ สมุย พัทยา แทน จุดประสงค์ ไปเที่ยวยังเหมือนเดิม ยังได้ไปพักผ่อนเหมือนเดิมแต่รายจ่ายลดลง หรือ อยากกินเฟรนฟรายก็ ไปกินมันทอดแทน สารอาหาร รสชาด ไม่หนีกันเท่าไร อาจได้ปริมาณมากกว่าด้วย

4. เข้าวัดศึกษา พระธรรมให้มาก

ทำให้ปัญญาเกิดขึ้น ก็จะไม่ค่อยรู้สึกเรื่องเหล่านี้มาก เข้าใจว่า รวยจน ก็คือ อุปทานอย่างนึง ความสงบ จากวัด ก็ทำให้เกิดความสุขอีกแบบ

5. ทำทาน ช่วยคนยากจน

คนรวยจริง ต้องช่วยเหลือ คนยากจนได้ อันนี้เป็นสมบัติที่แสดงว่าเรามีเงินเหลือ กิน เหลือเก็บ จนสามารถไปเผื่อแผ่ คนอื่นได้อย่างแท้จริง ถ้าคุณสามารถทำทาน ช่วยเหลือคนอื่นได้ ก็ถือว่าคุณรวยแล้วละครับ

ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดู คุณสามารถรวยได้ทันที ณ บัดนี้เลย ---***เพี้ยง

วิธีการสู่หนทางทำให้รวย


..วิธีรวย 8 ประการ ..



ความร่ำรวยย่อมจะเป็นที่ปรารถนาและความใฝ่ฝันของคนทั้งโลก แต่การได้มาซึ่งเงินตราและทรัพย์สินนั้นมีทั้งวิธีการรวยแบบรวดเร็ว แบบทางลัด และรวยแบบเชื่องช้าที่ต้องประกอบไปด้วยความหมั่นพียรในการหาความมีวินัยในการเก็บหอมรอมริบ และประการสุดท้ายคือการทำให้งอกเงย

ในยุคค่านิยมของสังคมที่ยกย่อง และนับถือคนรวยนั้นจะทำให้เกิดค่านิยมที่น่าเป็นห่วงคือ ทำอะไรก็ได้ วิธีใดก็ได้ขอให้รวย ไว้ก่อน แล้วอำนาจและความเคารพนับถือจะ ตามมาเอง และคนส่วนหนึ่งจึงกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้รวย ซึ่งได้มีเพื่อนส่งสรุปวิธีการ 8 ประการหลักที่นำไปสู่ความร่ำรวยของคนในสังคม อันนี้สามารถใช้ได้เป็นสากล ไม่เฉพาะกรณีของประเทศหนึ่งประเทศใด สิ่งที่ต่างคือในประเทศที่พัฒนาแล้วคนที่รวยแบบที่ไปที่มาไม่โปร่งใสจะไม่ได้การยอมรับจากประชาชน และการจะเป็นบุคคลสาธารณะหรือนักการเมืองจะต้องมีการตรวจสอบ

1. แต่งงานกับคนรวย สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยน คือ การแต่งงานกับคนที่มีฐานะร่ำรวย แต่อาจต้องใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ไม่ได้รัก เป็นความรวยที่ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงมากเลยล่ะ แต่สำหรับคนบางคนแล้วอาจบอกว่าช่างมันฉันไม่แคร์ ไม่ว่าคนที่จะแต่งงานด้วยนั้นจะแก่คราวใด หรือรูปโฉมจะเป็นที่ถูกใจของตนเองหรือไม่ การจะได้แต่งงานกับคนรวยได้นั้นก็คงต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ มีรูปเป็นทรัพย์ คือต้องสวยหรือ หล่อ จึงจะมีสิทธิถูกหวยในการแต่งกับคนรวย ตัวอย่างที่เห็นคือบรรดานางงาม ดารา หรือนายแบบ นางแบบ เป็นต้น

2. เป็นนักต้มตุ๋น ค้ายาเสพติด คดโกง หรือเป็นอาชญากร

กลุ่มนี้จะรวยได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น เป็นกลุ่มที่ประพฤติผิดกฎหมาย หรือตามนิยามของผู้มีอิทธิพลนับตั้งแต่ ค้ายาเสพติด บ่อนการพนัน ซ่องโสเภณี หวยเถื่อน หรือค้าสินค้าผิดกฎหมาย ค้าของเถื่อนนานาประเภท เป็นวิธีการที่สร้างเงินอย่างรวดเร็ว คนกลุ่มนี้เสี่ยงต่อการถูกจับกุม จึงต้องมีการสร้างเครือข่ายกับเจ้าพนักงานของรัฐ หรือนักการเมือง หรือการเข้ามาเป็นนักการเมืองเองเพื่อให้มีอำนาจในการปกป้องคุ้มครองธุรกิจ และการรวยอีกประเภทคือ การทุจริต คอร์รัปชั่น การรวยของคนกลุ่มนี้มีผลกระทบมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นมะเร็งร้ายที่ทำลายความเจริญก้าวหน้าของการพัฒนาประเทศ

3. รวยเพราะถูกลอตเตอรี่

คนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีโชคแต่ถ้าไม่มีแผนการว่าจะจัดการกับเงินจำนวนมหาศาลอย่างไรก็จะกลับไปจนอีกในที่สุด จะเห็นได้ว่าประชาชน ส่วนหนึ่งยังคงติดการเล่นหวยอย่างงอมแงม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจนและผู้มีรายได้น้อย คนกลุ่มนี้มีความหวังกับลาภลอยว่า การเล่นหวยและลอตเตอรี่จะทำให้รวยได้ โอกาสเช่นนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่มี แต่โอกาสถูกหวยหรือร่ำรวยจาก ลอตเตอรี่ในแต่ละงวดมีอยู่อย่างค่อนข้างจำกัดมาก

4. หาทางไปเป็นดารา ศิลปิน นักกีฬาดัง ๆ

ต้องใช้ความฉลาด มีพรสวรรค์ บุคลิก ดี แต่ถ้ายังไม่มีก็ให้รีบสะสมกันเข้าไว้ที่เรียกกันว่าพรแสวง และเช่นกันคือ คนที่ได้รับการคัดเลือกจะมีจำนวนจำกัด นอกจากนี้แล้วจะ มีระยะเวลาการทำงานไม่ยาวนานนัก เพราะจะมีคลื่นลูกใหม่ขึ้นมาทดแทนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในวงการแสดงดังที่เราจะเห็นว่าดารา เด็ก ๆ อายุเพียง 20-30 ปี ก็ถูกกดดันให้รับบทแม่ เพราะเมื่อดาราหรือนักร้องเริ่มดังค่าตัวก็จะสูง ทำให้มีการปั้นดาราเด็ก ๆ ใหม่ ๆ ขึ้นทดแทนอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นนักดนตรีหรือนักกีฬาที่ต้องมีพรสวรรค์พิเศษเฉพาะตัวที่หาคนทดแทนได้ยาก

5. รวยด้วยการเป็นคนโลภ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า “งก” คุณต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเก็บสิ่งที่ต้องการเอาไว้คนเดียว หรือการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเช่นกินข้าวร่วมกับคนอื่นแล้วไม่ยอมจ่ายหรือจ่ายน้อยกว่าคนอื่น คนอื่น ๆ ก็จะทำกับตัวคุณเช่นเดียวกัน เขาเหล่านั้นคงไม่เคยช่วยเหลือใคร การเป็นคนงกคือมักได้ของผู้อื่นจึงทำให้ไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนฝูง คนไม่ค่อยคบหาสมาคมด้วย 6. รวยได้ด้วยการอยู่อย่างยากไร้ (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ขี้เหนียว”)

การมีชีวิตที่ยากไร้และตายอย่างอนาถา เป็นโศกนาฏกรรม แต่การอยู่อย่างขัดสน กระเบียดกระเสียร แต่ตายอย่างร่ำรวย ถือเป็นความวิกลจริตทางจิตและเป็นคนกลุ่มที่มีกรรมเก่า คนกลุ่มนี้จะมีความสุขอยู่กับการเห็นตัวเลขเงินฝากที่อยู่กับธนาคาร แต่ไม่น่าจะมีความสุขเพราะเงินที่หามานั้นไม่ได้ใช้ทำให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ในมาตรฐานที่ควรจะเป็น เงินที่หามานั้นจะให้ไว้สำหรับคนอื่นใช้ซึ่งคนร่ำรวยจากประเภทนี้มีอยู่ค่อนข้างมากเป็นบุคคลที่น่าสงสารยิ่งและเป็นคนที่เบียดเบียนตนเอง

7. รวยโดยอาศัยความเฉลียวฉลาดทางการเงิน และความรู้ในด้านเจ้าของกิจการและนักลงทุน สิ่งที่ต้องเสียไปเพื่อแลกกับอิสรภาพทางการเงินก็คือ เวลาและการทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งการศึกษาสูง ๆ มีประสบการณ์ จนกว่าจะมีความฉลาดทางการเงิน กลุ่มนี้จะมีทั้งนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการคิดหาผลผลิตใหม่ ๆ มีการตลาดหรือมีจุดขายที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ความรู้ และโอกาสที่มากกว่าคนอื่นในการแสวงกำไร หรือการเก็งกำไรในการค้าเงิน หรือ เล่นหุ้น

8. รวยด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คือ กลุ่มที่ร่ำรวยโดยการให้กับคนอื่นในรูปการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น บุคคลที่ทำได้เช่นนี้จะรวยมากกว่าที่คาดฝันไว้เสียอีก กลุ่มนี้ก็จะเป็นคนที่ถ้าหากหาปลามาได้ ก็จะทำเป็นอาหารและแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง และจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาคือความช่วยเหลือจากญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเมื่อยามเดือดร้อนและขัดสน คนประเภทนี้จะไม่ตกอับเพราะการให้ออกไปก็จะยิ่งมีกลับมาตลอดเวลา ที่เรียกว่ายิ่งให้ออกไปมากเท่าไรก็ยิ่งจะได้กลับคืนมามากกว่าเดิม

ผู้อ่านคงต้องเลือกเอานะคะว่า จะเลือกเอาวิธีใดใน 8 วิธีข้างต้น จะรวยแบบมีคุณค่า หรือรวยแบบรวยเร็วที่ผิดศีลธรรมและการคดโกงบนความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้อื่น แต่เงินที่มาโดยมิชอบคงเป็นเงินร้อนที่ไม่ทำให้เจ้าของเงินอยู่เย็นเป็นสุขเพราะเกรงว่าจะถูกจับได้

แต่สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือทางสาย กลางหรือเศรษฐกิจพอเพียงที่มีความพอเหมาะพอดี สมเหตุสมผล คือการใช้จ่ายที่พอประมาณไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับตนเองหรือครอบครัว ก็ขอฝากข้อคิดสำหรับวันนี้ไว้ว่า เงินเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแต่เงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต.

คิดยังไง...ถึงจะรวย

คิดแบบนี้...ถึงรวย
คนรวยแล้วยิ่งสมถะและใช้ชีวิตเรียบง่าย
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : คุณเคยสงสัยมั้ยว่า เราก็สู้อุตส่าห์อดออม ขยันทำงานตัวเป็นเกลียว ประหยัดเอวคอดเอวกิ่ว ไม่เคยข้องแวะกับความฟุ่มเฟือย พอมีเงินก็เอาไปต่อยอดให้มันออกดอกออกผล
เรียกว่า ทำทุกอย่างตามสูตรของการเป็นเศรษฐี ปฏิบัติทุกอย่างตามคัมภีร์แห่งความมั่งคั่ง แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าของสรรพนามคำว่าเศรษฐีอยู่ดี
ถ้าอย่างนั้น Fundamentals ฉบับนี้ จะพาไปแกะรอยไปดูว่าบรรดาเศรษฐีตัวจริง เขาคิดและมองกันอย่างไร ถึงได้มั่งคั่งอย่างยั่งยืนบนกองเงินกองทอง
ที.ฮาร์ฟ เอเคอร์ เจ้าของงานเขียน "เคล็ดลับทำใจให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน: การคุมเกมสร้างความมั่งคั่ง" เชื่อว่า คนรวยคิดแตกต่างเกี่ยวกับเงิน และแต่ละคนมีแผนการเงินเฉพาะตัว ซึ่งคิดกำหนดขึ้นมาตลอดช่วงชีวิตในการลงทุนเกี่ยวข้องกับเงิน
ลองตามมาดูวิธีคิดและมุมมองแบบคนรวย ว่าเขาคิดกันอย่างไร
O คนรวยเชื่อว่าฉันสร้างชีวิตด้วยตัวเอง
พูดให้เข้าใจง่ายคือ คนที่จะรวยได้ต้องเริ่มคิดสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง ไม่คิดพึ่งพิงคนอื่น สังเกตว่าพวกที่ไม่ได้เป็นเศรษฐี มักคิดแค่ว่า เราช่างโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาบนกองเงินกองทองที่พ่อแม่สร้างไว้ให้ ไม่ต้องทำอะไรก็มีมรดกตกทอดมาจากพ่อแม่เอาไว้ให้ใช้อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องทำอะไร ก็อยู่ได้ไปชั่วชีวิต
จะเห็นได้ว่าเศรษฐีในบ้านเราหลายคน ไม่ว่าจะเป็น"เจริญ สิริวัฒนภักดี" หรือ "เฉลียว อยู่วิทยา" ก็ล้วนแต่สร้างและสั่งสมความร่ำรวยมาด้วยตัวเองแทบทั้งสิ้น กว่าจะนอนเกลือกกลิ้งบนกองเงินกองทองเศรษฐีพวกนี้เริ่มต้นจากศูนย์และสองมือเปล่า และเป็นคนที่มีพื้นฐานครอบครัวไม่รวย
กรณีของเฉลียว เขาไม่ได้เกิดมาในชาติตระกูลของผู้มีอันจะกิน แต่เกิดมาท่ามกลางครอบครัวยากจน ทำให้เขาต้องช่วยที่บ้านทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะมาขายกระทิงแดงอย่างทุกวันนี้ เขาทั้งขายผลไม้ ขายยา และทำธุรกิจมากมายหลายอย่าง
Oมีหัวการค้าตั้งแต่เด็ก
กว่าจะมาเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทย เป็นเจ้าของเหล้าแม่โขง และเหล้าแสงโสม เบียร์ช้าง เศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทยอย่างเจริญ เป็นคนที่มีหัวการค้าตั้งแต่เล็ก และเขาเชื่อเสมอว่า คนจะรวยได้ต้องทำการค้าเท่านั้น นั่นทำให้เขามุ่งมั่นกับการทำการค้ามาตั้งแต่เด็ก
ถึงแม้"บิล เกตส์"เจ้าของบริษัท ไมโครซอฟท์จะไม่ได้โตมาจากครอบครัวยากจน เพราะพ่อของเขาเป็นทนายและแม่เป็นอาจารย์ แต่เขาก็มีหัวการค้ามาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน ช่วงที่เรียนอยู่เขากับเพื่อนสนิทคิดหาช่องทางหาเงิน โดยรับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำเงินให้เขาไม่ใช่น้อยเลยสำหรับเด็กในวัย 10 กว่าปี
หรือแม้กระทั่ง "วอร์เรน บัฟเฟตต์" เป็นคนที่ขยันหาเงินมาตั้งแต่เด็ก กว่าจะมาร่ำรวยระดับโลกแบบนี้ได้ บัฟเฟตต์ก็เคยเป็นคนที่รู้จักทำมาหากินมาตั้งแต่เด็ก เขาก็เคยหารายได้จากการขายของตามบ้านและเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์มาก่อน
O คนรวยเล่นเกมการเงินเพื่อชนะเท่านั้น
คนจนมักคิดแค่ว่าเล่นเกมการเงินหรือลงทุนก็ตามเพื่อไม่ให้แพ้ ตรงกันข้ามกับพวกคนรวยที่เมื่อเล่นเกมการเงินหรือลงทุน พวกเขามุ่งมั่นว่าต้องชนะเท่านั้น บิล เกตส์เป็นตัวอย่างของคนประเภทนี้ได้ดีที่สุด วิธีคิดของเขาคือ จะทำอะไรต้องชนะเท่านั้น นั่นเพราะในครอบครัวของเขาสอนให้มีนิสัยรักการแข่งขันมาตั้งแต่เด็ก
O คนรวยคิดการใหญ่ไม่มองเล็ก
ธรรมชาติของคนรวยมักจะคิดการใหญ่ แต่ถ้าเป็นคนจนจะคิดการเล็ก คนรวยไม่ได้คิดแค่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆข้างทาง แต่พวกเขาคิดเลยเถิดไปถึงร้านอาหารใหญ่ๆที่อาจจะขายแฟรนไชส์ได้ในอนาคต หรืออาจจะโกอินเตอร์ไปเปิดในต่างประเทศ
ดูอย่างบิล เกตส์เป็นกรณีศึกษา ก็จะพบว่า เขาเป็นคนที่คิดการใหญ่มาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น สมัยที่คอมพิวเตอร์ยังไม่ใช่ของใช้ประจำบ้าน คนมีวิสัยทัศน์อย่างบิล เกตส์กลับมองออกว่า คอมพิวเตอร์จะกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คน เมื่ออ่านเกมขาด เขาจึงตัดสินใจที่จะทุ่มเทเข้ามาทำธุรกิจที่เกี่ยวพันกับคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งประสบความสำเร็จอย่างที่หลายคนไม่คาดคิด
O คนรวยมองหาโอกาสไม่สนใจอุปสรรค
คนจนมัวแต่โฟกัสไปที่อุปสรรคและจมดิ่งอยู่กับปัญหา แต่คนรวยแม้จะถูกรุมเร้าด้วยอุปสรรคและปัญหา แต่พวกเขาจะมักจะมองหาโอกาสโดยไม่สนใจกับอุปสรรค พูดให้ชัดขึ้นคือ คนรวยมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก แต่คนจนมักจะมองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งกว่านั้นคือคนรวยมักจะเป็นพวกตื่นตัวและความกลัวหยุดพวกเขาไม่ได้
O คนรวยชื่นชมผู้ประสบความสำเร็จ
ลองสังเกตดูให้ดีจะพบว่า คนรวยมักจะชื่นชมคนรวยและยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่คนจนเวลาเห็นคนรวยกว่าหรือเห็นคนอื่นได้ดีกว่ามักไม่ค่อยพอใจ
เมื่อบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2 คน อย่างบิล เกตส์ กับบัฟเฟตต์พบกันเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เขาต่างชื่นชมซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้พูดคุยกับบัฟเฟตต์เพียงไม่กี่ชั่วโมง บิล เกตส์กลายเป็นคนที่ศรัทธาในตัวบัฟเฟตต์อย่างมาก ฝ่ายบัฟเฟตต์เองก็นับถืออย่างบิล เกตส์เช่นกัน
O คนรวยสมาคมกับคนประสบความสำเร็จ&คิดบวก
โดยมากพวกคนรวยจะคบค้าสมาคมกับคนที่ประสบความสำเร็จ หรือคนที่คิดบวก เพราะบางทีในอนาคตอาจจะคิดหาทางเพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันในอนาคต ฝ่ายคนจนมักจะสมาคมกับคนคิดลบและคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เช่น กรณีของเจริญ เขาเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์อย่างดีกับผู้คนในแวดวงการค้า การลงทุนในธุรกิจต่างๆ รวมไปถึง ข้าราชการ ไปจนถึงแวดวงนักการเมือง
O คนรวยเลือกทำเงินโดยไม่รอเวลา
อาจจะเป็นเพราะคนรวยมักจะคิดแล้วทำเลย ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่รอเวลา เมื่อจังหวะมีโอกาสมา พวกเขาก็จะลงมือทำงานทำเงินทันที ตรงกันข้ามกับคนจนที่มักจะรอเวลา และผัดวันประกันพรุ่งกับทุกเรื่อง ตัวอย่างของเจริญค่อนข้างชัดเจน เขาเป็นคนที่มีความคิดแตกฉานในเรื่องการทำธุรกิจ เมื่อจะลงมือทำอะไรเขาจะคิดก่อน เมื่อคิดอย่างถ่องแท้แล้ว เขาก็จะลงมือทำ เรียกว่าเป็นคนที่ตัดสินใจเร็ว ในการทำธุรกิจ
O คนรวยคิดแบบควบคู่ไม่ใช่แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ตัวอย่างของคนรวยหลายคน มักจะมีระบบคิดที่ไม่ใช่คิดแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่พวกเขาจะคิดควบคู่หลายเรื่องในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าเป็นคนจนมักจะคิดวนอยู่เรื่องเดียว
ถ้ามองในแง่ของการทำธุรกิจ ก็จะเห็นได้ว่า เศรษฐีหลายคน อาจจะเริ่มต้นจากธุรกิจแขนงใดแขนงหนึ่ง แต่เมื่อเริ่มตั้งตัวได้ พวกเขาก็จะแตกไลน์ทำธุรกิจหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน
เช่นกรณีของเฉลียว ที่เมื่อพูดถึงชื่อเขา แน่นอนทุกคนคงนึกถึงกระทิงแดง แต่ทุกวันนี้เฉลียวไม่ได้ขายกระทิงแดงอย่างเดียว แต่แตกไลน์ขยายธุรกิจออกไปอย่างกว้างไกล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจยา เครื่องดื่ม อาหาร สนามกอล์ฟ ธุรกิจพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
O คนรวยเน้นหาความมั่งคั่งอื่นไม่ใช่แค่รายได้ประจำ
ข้อนี้อาจจะต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว อย่างที่บอกว่าคนรวยไม่ได้หวังแค่รายได้จากเงินเดือนประจำ แต่พวกเขาจะมองหาอย่างอื่นที่มาเติมความมั่งคั่งให้ตัวเองด้วย แต่คนจนหวังแค่รายได้ประจำ
O คนรวยบริหารเงินได้ดี-ใช้เงินเป็น
คนรวยมักจะบริหารเงินได้ดี แต่คนจนมักจะบริหารจัดการได้ไม่ดีเท่าไหร่ อย่างเจริญ เขาไม่ใช่คนที่ประหยัดเงินท่าเดียว แต่เขาเป็นคนที่ใช้เงินเป็น และมีระบบการบริหารเงินในบริษัทได้ดี
คำว่าบริหารเงินได้ดี อาจหมายรวมไปถึงการบริหารพอร์ตการลงทุนด้วย เช่นกรณีพอร์ตการลงทุนของบัฟเฟตต์เขาก็บริหารด้วยการกระจายไปในหุ้นหลายกลุ่มหลายตัวที่เขาคิดและมองเห็นแล้วว่าพื้นฐานกิจการดี และสามารถมองเห็นที่มาที่ไปของการสร้างรายได้
ส่วนการใช้เงินเป็นนั้น แม้เศรษฐีพวกนี้จะอยู่ในภาวะร่ำรวยล้นฟ้ากันแล้ว แต่ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า พวกเขาหามาได้และใช้อย่างพอดี ไม่ได้ฟุ่มเฟือยกับกองเงินกองทองตรงหน้า แถมเศรษฐีแต่ละคน เมื่อรวยมาถึงระดับหนึ่งก็มักจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้ ด้วยการบริจาคเงินช่วยเหลือให้กับสังคมในรูปแบบต่างๆ
O คนรวยมีเงินช่วยทำงานไม่ใช่ทำงานหนักเพื่อเก็บเงิน
คนจนเอาแต่คร่ำเคร่งกับการทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเก็บ แต่คนรวยไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อทำงานหนักได้เงินมา พวกเขาใช้ให้เงินทำงานแทนพวกเขา บัฟเฟตต์เองก็เช่นกัน จริงอยู่เขาเป็นคนที่ขยันทำมาหากิน หมั่นเก็บออมเงิน และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็นำเงินมาลงทุนเพื่อให้เงินทำงาน ซึ่งเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะบัฟเฟตต์เริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และนับจากนั้น เขาก็ให้เงินทำงานหนักกว่าเขาหลายเท่า
O คนรวยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
คนจนมักจะคิดว่าฉันรู้หมดแล้ว ตรงกันข้ามกับคนรวยที่ขวนขวายหาความรู้ และมีนิสัยชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าใครที่ติดตามหรือแกะรอยความรวยของบัฟเฟตต์ ก็จะพบว่า แม้จะร่ำรวยแล้วแต่เขาก็ยังเป็นคนที่เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง และยังแนะนำให้ทุกคนหมั่นศึกษาหาความรู้ใส่ตัว และฝึกฝนทักษะในเรื่องต่างๆอยู่ตลอด
Oคนรวยแล้วจะยิ่งสมถะและใช้ชีวิตเรียบง่าย
ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของบรรดาเศรษฐีคือ ยิ่งรวยมากเท่าไหร่ ยิ่งมั่งคั่งมาก พวกเขายิ่งใช้ชีวิตอย่างสมถะและเรียบง่ายมากกว่าคนที่เพิ่งรวย
ถ้าจะให้เห็นชัดเจนที่สุดคงเป็นเจ้าพ่อกระทิงแดงอย่างเฉลียว อยู่วิทยา ที่แม้ว่าเขาจะร่ำรวยระดับโลกแล้ว แต่ทุกวันนี้เขายังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะเหมือนกับเมื่อตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ ธรรมชาติของเขาคือความเรียบง่าย กินอยู่ง่ายๆแบบคนธรรมดาทั่วไป ใช้ข้าวของไม่ต่างจากตอนที่บุกเบิกธุรกิจ
ฝ่ายบัฟเฟตต์นั่นก็พอกัน ถึงจะมีกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างมหาศาลแค่ไหน แต่เขายังคงใช้ชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไป เขายังคงใช้รถคันเก่าๆเล็กๆคันเดิมแทนรถสปอร์ตสุดหรู อยู่ในบ้านหลังเก่าแทนที่จะเป็นคฤหาสน์หลังโต เงินทองและทรัพย์สินที่บัฟเฟตต์หามาได้นั้น เขาแทบไม่ได้เอามาปรนเปรอความสุขให้ตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัวของชีวิต ความสุขของมหาเศรษฐีอย่างเขาคือการนำเงินไปบริจาค
ทั้งหมดที่ว่านี้ คือวิธีคิดและมุมมองของผู้ร่ำรวย คุณเองก็เป็นเศรษฐีได้ ถ้าลองหยิบแง่คิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับตัวเอง แค่พัฒนาความฉลาดทางการเงินของตัวเอง และเริ่มต้นคิดให้เหมือนกับตัวเองเป็นเศรษฐีเงินล้าน จะช่วยให้เงินไหลเข้ามาหาคุณได้เอง