"เถ้าแก่สร้าง อาเสี่ยร่วมสร้างและถลุง อาตี๋ถลุงอย่างเดียว" ข้อความนี้ได้ยินกันอยู่เนืองๆ ว่าเศรษฐีไทยนั้นรวยได้ 3 ชั่วคนเท่านั้น ในโลกตะวันตกความหวั่นเกรงเช่นนี้ก็มีอยู่เหมือนกัน แต่ก็มีวิธีป้องกันแตกต่างออกไปตามวัฒนธรรม สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ทำอย่างไรให้ความสำเร็จที่สร้างขึ้นในปัจจุบันสามารถสืบทอดไปถึงลูกหลานอีกหลายชั่วคนได้
ผู้คนทั้งไทยและเทศจำนวนหนึ่งรู้สึกพิศวงและพยายามหาคำตอบว่า ความมั่งคั่งของบรรพบุรุษของตนหมดสิ้นลงไปได้อย่างไร เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น และเพื่อเอาไว้ใช้เป็นบทเรียน
เรื่องราวของความล่มสลายของความมั่งคั่งของครอบครัวมักไม่ถูกบันทึกไว้เพราะเป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าอับอาย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล่ากันจากปากต่อปากกระท่อนกระแท่น
ในอังกฤษมีงานศึกษาอยู่ชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ ผู้ศึกษาคือ Julie และ Steve Pankhurst แห่งเมือง Surrey เจ้าของเว็บไซต์ที่มีอายุ 5 ปี คือ Friends Reunited(เพื่อติดต่อค้นหาเพื่อนที่พลัดหายกันไป และต่อมาขยายไปถึงการสืบค้นหาญาติ และความเป็นมาของบรรพบุรุษด้วย) ต้องการรู้ว่ามีครอบครัวอยู่มากน้อยเท่าใดที่รวยขึ้น หรือจนลงข้ามชั่วคน และอยากรู้ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร
ผู้ศึกษาได้รับแบบสอบถามตอบกลับจากผู้ประสบความสำเร็จในการค้นหาบรรพบุรุษของตน 1,000 ครอบครัว โดยคำถามมีว่าครอบครัวของตนมีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจดีขึ้น เลวลง หรือเหมือนเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับบรรพบุรุษ
ประมาณร้อยละ 40 ตอบว่าฐานะครอบครัวของตนไม่แตกต่างไปมากนักจากบรรพบุรุษ
ประมาณร้อยละ 40 ตอบว่าครอบครัวของตนมีฐานะดีขึ้นกว่าบรรพบุรุษ และร้อยละ 20 ตอบว่าบรรพบุรุษมั่งคั่งร่ำรวยกว่าครอบครัวของตนมาก
การตอบแบบนี้โดยแท้จริงแล้วมีความเอนเอียง(bias)อยู่พอควร เพราะผู้คนมักค้นหาบรรพบุรุษที่มีฐานะ ดังนั้น คำตอบจึงเชื่อถือมากไม่ได้นัก แต่กระนั้นก็ตามมีถึงหนึ่งในห้าของครอบครัวที่เคยร่ำรวยแต่กลับยากจนลงข้ามเวลา เมื่อคำนึงถึงว่าคนรวยมีจำนวนไม่มากนักในอดีตก็พอเห็นภาพได้ว่าการจนลงข้ามชั่วคนนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา
จากกรณีศึกษาก็พบว่าบางครอบครัว เช่น ครอบครัว Sam Firth Mellor เป็น มหาเศรษฐีเมื่อ 150 ปีก่อนจากสิ่งทอ ร่ำรวยนั่งรถโรลสรอยซ์ อยู่คฤหาสน์ กินอยู่อย่างหรูหรา แต่เมื่อถึงต้น ค.ศ.1900 อาณาจักรพังพินาศเพราะมีการนำเข้าสิ่งทอราคาถูก เมื่อถึงยุคเศรษฐกิจโลกตกต่ำในปี 1930 และตลาดหุ้นโลกพังพินาศ หลักทรัพย์ที่มีอยู่ในตลาดก็หมดค่าไป ความมั่งคั่งหายไปสิ้นจนต้องไปเช่าบ้านอยู่ ปัจจุบันลูกหลานคนหนึ่งที่เรียกว่าพอไปได้ทำธุรกิจโรงแรมเล็กๆ อยู่ในสกอตแลนด์
ครอบครัวอื่น ๆ ก็ยากจนลงจากการเปลี่ยนแปลงการเมือง เช่น กบฏบอลเชวิค ในรัสเซีย ในปี 1917 การโค่นล้มของระบบกษัตริย์และขุนนางในยุโรปหลายประเทศ
เหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีปลาสนาการไปก็คือ (ก)การทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างพี่น้อง (ข)การพนันและการดื่มเหล้า (ค)ความขี้เกียจ (ง)การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย (จ)การตัดสินใจทางธุรกิจที่ผิดพลาดเพราะขาดความรู้และขาดความสนใจของคนรุ่นต่อมา
อภิมหาเศรษฐีในโลกตะวันตกปัจจุบันได้คำนึงถึงบทเรียนเหล่านี้ และได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใน 6-7 ปีที่ผ่านมา กล่าวคือมีการอุทิศเงินจำนวนมากให้แก่มูลนิธิของอภิมหาเศรษฐี โดยไม่คิดมอบมรดกมูลค่ามหาศาลทั้งหมดให้แก่ทายาท(Bill Gates ได้ตั้งมูลนิธิมูลค่า 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อช่วยคนยากจนในประเทศกำลังพัฒนา และได้ประกาศว่าจะมอบร้อยละ 95 ของความมั่งคั่งทั้งหมดที่มีเพื่อสาธารณประโยชน์
ในโลกตะวันตกมหาเศรษฐีที่รวยจากมรดกนั้นไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม อย่างกว้างขวาง(ยิ่งโกงเขามาด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง) และมักจะไม่มีใครกล้าคุยโม้ โอ้อวดความรวย หรือเปิดเผยตนเองนักเพราะสังคมกังขาและไม่ชื่นชม คนจะรู้จักคนเหล่านี้ก็ต่อเมื่อมีข่าวของการบริจาคเงินนั่นแหละ
พวกทายาทเศรษฐีเหล่านี้ที่รับมรดกจากพ่อแม่(ไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมดก็ตาม) มีโอกาสสูงที่จะไม่ถูกกระทบอย่างรุนแรงจากภัยคุกคามจนทำให้ลูกหลานรุ่นต่อมาไม่ได้รับโภคผลเหมือนในอดีต ทั้งนี้เนื่องจากการเกิดขึ้นของ private banking(ธุรกิจการเงินที่เป็นตัวแทนดูแลผลประโยชน์ธุรกิจและลงทุนให้) ซึ่งแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน
ในบางกรณี private banking รุกล้ำเข้าไปถึงการให้คำแนะนำในเรื่องส่วนตัว เช่น การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างพี่น้อง และการจัดการทรัพย์สินที่ไม่เข้าท่า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปรากฏการณ์ "อาเสี่ยถลุง" ในชั่วคนที่สาม
สถาบันการเงิน Citigroup ในอังกฤษให้บริการ private bankers แก่ผู้มีทรัพย์สินระหว่าง 1 ถึง 5 พันล้านปอนด์ โดยให้บริการลงไปถึงลูกของอภิมหาเศรษฐีด้วยการจัดหลักสูตร "Children of Wealth" ในนิวยอร์กอยู่เป็น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น